EKA รุกตลาดอินเดียหวังเพิ่มยอดขาย

เอกา โกลบอล ประเมินประเทศไทยและบริษัทฯ เจอผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ จึงต้องวางกลยุทธ์และการรับมือระยะสั้น-ยาว ส่วนในช่วง 3 เดือนนี้ อาจได้รับปัญหาน้อย เนื่องจากลูกค้าในกลุ่มอาหารพร้อมทานและอาหารสัตว์ มีออเดอร์ล่วงหน้ามาไว้แล้ว ส่วนอีกแผนที่เตรียมไว้คือ ขยายตลาดอินเดียมากขึ้น เพราะแทบไม่เจอผลกระทบ เนื่องจากเน้นการขายในประเทศ แค่ 4 เดือนแรกปีนี้ ยอดขายได้ไปแล้ว 50% 


นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ได้ประเมินว่า ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสูงกว่าครึ่งของจีดีพี และมีสัดส่วนการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 20 – 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนกลุ่มลูกค้าของเอกา โกลบอล มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 70% 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ และกลุ่มลูกค้ายังคงเฝ้าติดตามและรอให้การเจรจาภาษีของสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศนิ่ง และได้ตัวเลขอัตราภาษีสุดท้ายก่อน เพื่อปรับกลยุทธ์และเตรียมโซลูชั่นไว้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว

“จากการพูดคุยกับกลุ่มลูกค้า พบว่าผลกระทบนี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอัตราภาษีของไทยจบลงที่ 35 – 36% ซึ่งจากการคาดการณ์เบื้องต้น จะทำให้ยอดขายมีโอกาสลดลงไปไม่ต่ำกว่า 10 – 15% ซึ่งไทยจะเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเพราะสัดส่วนภาษีสูงกว่า ทำให้แข่งขันได้ยาก” นายชัยวัฒน์ กล่าว 


สำหรับเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีนี้ เอกา โกลบอล ตั้งไว้ที่ 1,400 ล้านบาท แม้ว่าภาพรวมยอดขายครึ่งปีแรกยังคงเติบโตได้ดีตามเป้ากว่า 10 – 15% จากปีก่อน แต่ด้วยสถานการณ์สงครามภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังไม่สิ้นสุดลง ทำให้ยังมองภาพได้ไม่ชัดเจนนัก อาจมีการพิจารณาลดเป้าลงตามสถานการณ์

กลยุทธ์ระยะสั้นและยาว รับมือความไม่แน่นอน

สำหรับมุมมองในระยะสั้น 3 เดือนนี้ ผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ จะยังไม่ส่งผลต่อยอดขายโดยตรง เนื่องจากภาษีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทฯ จะมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-To-Eat) และอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม (Pet-Food) ที่เน้นบรรจุภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมสูง ทำให้การปรับเปลี่ยนคำสั่งสินค้าไปประเทศใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

อย่างไรก็ดี เอกา โกลบอล จะประเมินสถานการณ์เป็นระยะสั้นๆ 2 – 3 เดือน ไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องภาษีของสหรัฐฯ หลังจากนั้น ในระยะยาว บริษัทฯ จะประเมินและวางแผนรับมือร่วมกันกับกลุ่มลูกค้าอีกครั้งว่า จะมีการปรับกลยุทธ์การส่งออกไปยังสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ อย่างไร


เดินหน้าขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากสงครามภาษีของทรัมป์ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมทำการตลาดในประเทศอินเดียมากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสขยายตัวได้ดี ซึ่งอินเดียแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นภาษีของทรัมป์ เนื่องจากอินเดียเน้นการขายภายในประเทศเป็นหลักกว่า 80% ซึ่งทำให้บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในส่วนนี้

ทั้งนี้ อินเดีย ยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเราได้เริ่มเข้าลงทุนในประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 2562 และขยายการลงทุนก่อตั้งโรงงาน 1 แห่ง ที่เมืองปูเน่ และเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ด้วยกำลังการผลิต 300 ล้านชิ้นต่อปี เมื่อปลายปี 2567 และที่ผ่านมา ตลาดอินเดียมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 30 – 40% ต่อปี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50% ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายในอินเดียตลอดทั้งปี 2568 จะพุ่งสูงแตะ 400 กว่าล้านบาทได้ 

นอกจากนี้ เอกา โกลบอล ยังมองหาโอกาสขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก เพราะการส่งออกจากอินเดียไปตะวันออกกลางจะไม่มีภาษี โดยบริษัทฯ ได้เริ่มศึกษาตลาดนี้แล้วและคาดว่าหากสำเร็จจะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ภายใน 2 – 3 ปี

“เราเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหารที่มีนวัตกรรมสูง ซึ่งการเข้าไปทำตลาดใหม่ ๆ เราจะทำการศึกษาทำงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้า คาดว่าจะใช้เวลา 2 – 3 ปี จึงจะทราบผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ได้สำเร็จหรือไม่” นายชัยวัฒน์ กล่าวสรุป


 
เว็บสำเร็จรูป
×