บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (UNIX) จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 27.27 % ของจำนวนหุ้นสามัญที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และ UNIX จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จํากัด (มหาชน) (BYD) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
UNIX เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมากกว่า 30 ปี ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้มีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อผลักดันการเติบโต และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นในอนาคต
ทั้งนี้ UNIX สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและตลาดด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน อาทิ การนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ (State of the Art) การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development) รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสามารถนำเสนอแนวทางการบริหารต้นทุนให้กับลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อทดแทน (Value Engineering) โดยบริษัทและบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจครบวงจรทั้งภาคผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าหลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจ คือ
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก สามารถแยกออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย (1) ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Film for Flexible Packaging) (2) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก (Film and Packaging for Heavy Duty Sack) และ (3) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป (Film and Packaging for Industrial)
2.บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Product) ผลิตภัณฑ์หลักเป็นถุงบรรจุภัณฑ์สำหรับครัวเรือน อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว ถุงตัดตรง และถุงขยะ เป็นต้น ซึ่งผลิตและจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เช่น ตรากุญแจ และตรามิตรภาพ
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจและเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความสำเร็จของ UNIX อีกด้วย
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของ UNIX ยังมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้พลาสติกรีไซเคิลอย่างยั่งยืน โดยในปี 2567 บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องผลิตฟิล์มแบบ Vacuum Metallizing Plastic ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับการผลิตฟิล์ม Barrier ส่งผลให้สามารถนำเสนอฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้รองรับการรีไซเคิลได้ สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง บริษัทมีรายได้รวมในปี 2566 เท่ากับ 3,034.36 ล้านบาท และปี 2567 เท่ากับ 3,166.10 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,339.22 ล้านบาทด้านกำไรสุทธิ บริษัทมีกำไรสุทธิในปี 2566 จำนวน 153.94 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 119.51 ล้านบาท และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 จำนวน 120.79 ล้านบาท