GPSC ช่วย ม.เทคโนโลยีสุรนารี ลดค่าไฟ

บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ พร้อมโชว์นวัตกรรมด้านพลังงาน ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ให้กับ ม.เทคโนโลยีสุรนารี ขนาด 6 MW โดยใช้งบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท มีทั้งแบบลอยน้ำและบนอาคาร และใช้ Block Chain ร่วมกับ AI ในการพัฒนาเพื่อต่อยอดเป็นศูนย์การเรียนรู้ของภาคอีสาน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ จะประหยัดค่าไฟไปกว่า 510 ล้านบาท ตลอดสัญญา 25 ปี จากเดิมที่จ่ายค่าไฟฟ้าอยู่ปีละ 100 ล้านบาท  



นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่มปตท.เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการวิจัยและพัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม GPSC เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังผลิตรวมประมาณ 6 เมกะวัตต์ เพื่อสร้าง “Low carbon university” สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคให้กับมหาวิทยาลัยฯ ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA) 

อีกทั้งโครงการนี้จะใช้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่บุคลากร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ โดยใช้งบประมาณดำเนินการราว 150 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ในปี 2565 เป็นต้นไป

  

“ผมรู้สึกดีใจที่เกิดความร่วมมือครั้งนี้ขึ้น และได้เห็นว่าทางมหาวิทยาลัยฯ มีความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจนมากในการพัฒนาโครงการ และยังทราบมาว่าความเข้มของแสงที่มหาวิทยาลัยฯ นี้ มีค่อนข้างสูงมาก ซึ่งต่อไปที่นี่จะกลายเป็นศูนย์การเรียนที่ดีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สำคัญจะสอดคล้องกับแผนงานของกลุ่มปตท.ที่จะผลักดันในเรื่องของนวัตกรรมด้านพลังงาน เพราะโครงการวิจัยและพัฒนาด้านแสงอาทิตย์ถือเป็นแผนแม่บทหนึ่งของกลุ่มปตท” นายชวลิต กล่าว

สำหรับโครงการดังกล่าวจะแบ่งการติดตั้งเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1.การติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ของอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 8 อาคารขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 1.68 เมกะวัตต์ โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบชนิด Mono PERC Half-Cell Module  2.การติดตั้ง Solar Rooftop บริเวณหลังคาทางเดิน อาคารบริหาร ขนาดกำลังติดตั้ง 60 กิโลวัตต์ ด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบชนิด Bifacial cells แทนการใช้หลังคาทั่วไป และ 3.การติดตั้งโซลาร์ชนิดลอยน้ำ (Solar Floating) ในอ่างเก็บน้ำสุระ 1 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 4.312 เมกะวัตต์ 

  
"เม็ดพลาสติกทั้ง 2 ประเภทนี้ จะถูกนำมาหลอมรวมกันเพื่อขึ้นรูปเป็นตัวทุ่นลอยน้ำ สามารถรับน้ำหนักคนที่ขึ้นไปเดินเหยียบได้มากถึง 100 กิโลกรัม"

ทั้งนี้ จุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่ทุ่นลอยน้ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่ใช้วัตถุดิบเป็นเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนเกรดพิเศษที่ผสมของสารกันแสง UV มีคุณสมบัติคงทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งานในด้านความร่วมมือการวิจัยและพัฒนา ได้มีแนวคิดการนำ data engineering จากระบบมาต่อยอดเพื่อจัดการรูปแบบพลังงานไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง (Battery Energy Storage System: BESS) ชนิด Lithium ion Battery ขนาด100กิโลวัตต์/200กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้กับอาคารหอพักสุรนิเวศ พร้อมด้วยการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยี Block Chain ในการบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึงการติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อควบคุมและติดตามผลการทำงานแบบ Real Time และยังสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ อาทิ ข้อมูลสภาพอากาศและความเข้มของแสงอาทิตย์มาวิเคราะห์ปริมาณความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล่วงหน้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปบริหารจัดการในการเพิ่มความแม่นยำของประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า



ซีอีโอ GPSC กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมพลังงานทดแทนของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเป็นการดึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ทันสมัยมาบริหารทั้งระบบ AI, BESS ระบบซื้อขายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Energy Platform (SEP)) เพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ระหว่างอาคารโดยการพัฒนาครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนการวิจัยด้านพลังงานทดแทนของนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าในอนาคตได้อีกด้วย

ปัจจุบันเทคโนโลยีของแผงโซลาร์มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากทุกๆ 6 เดือน ซึ่งเมื่อไตรมาส 1-2 ของปีนี้ อยู่ที่ 440 วัตต์/แผง และไตรมาส 4 ปีนี้จะขยับมาอยู่ที่ 530 วัตต์/แผง คาดว่ากลางปีหน้ามีโอกาสจะเพิ่มไปถึง 600 วัตต์/แผง ถึงตอนนั้นจึงจะมาคำนวณได้ว่าจะใช้จำนวนแผงโซลาร์เท่าใดในการติดตั้งทั้งโครงการ  



ด้าน รศ.ดร.วีรพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันที่มีค่าไฟฟ้ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี ด้วยวิธีการที่ทางมหาวิทยาลัยฯ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 4.3 MW บนอ่างเก็บน้ำสุระและแผงโซลาร์เซลล์ 1.7 MW บนหลังคา 

ดังนั้นการพัฒนาโครงการนำระบบพลังงานทดแทนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะทำให้มหาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากระบบพลังงานทดแทนได้กว่า 8.5 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 510 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 25 ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 115,000 ตัน นอกจากนี้ในส่วนของ Solar Floating จะช่วยลดการระเหยน้ำในสระน้ำมากกว่า 30,000 ลบ.ม./ปี อีกด้วย

ในอนาคตโครงการฯ ยังมีแผนจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชนหน่วยงานด้านการศึกษาและชุมชนต่างๆ เพื่อเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระบบไมโครกริดและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตใช้ได้เองและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ต.ค. 63

 
เว็บสำเร็จรูป
×