BEST ช้าไม่ได้ขยายฐานลงท้องถิ่น

เบสท์ ประเทศไทย ประเมินหลังโควิด-19 ธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ ยังแข่งขันกันดุเดือด ช่วง 3 ปีย้อนหลัง ขยายตัวร้อยละ 40 ต่อปี ซึ่งแต่ละรายต่างหากลยุทธ์เอาใจผู้ค้าออนไลน์ ดังนั้นเบสท์จึงไม่รอช้า เร่งทำแผนระยะสั้น-ยาว ผนึกแฟรนไชส์ในภูมิภาคและเครือข่ายรอบอาเซียน ให้เข้าถึงลูกค้าระดับท้องถิ่น พร้อมเซอร์วิสอย่างดีรับทันทีเพียงชิ้นเดียวถึงหน้าบ้าน 

นายเจสัน เชียน ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประธานกรรมการ เบสท์ ประเทศไทย บริษัท เบสท์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ให้บริการทางด้านการขนส่งพัสดุเริ่มมีการปรับแผนการตลาดมากขึ้นในช่วงหลังโควิด เพื่อขับเคลื่อนการค้าขายออนไลน์ให้สอดรับกับมูลค่าตลาดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่โตขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ตลาดบริษัทขนส่งในไทยมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 



จากการคำนวณผลประกอบการของบริษัทขนส่งพัสดุรายใหญ่ประมาณ 22 ราย ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (2017-2019) พบว่ามูลค่าตลาดของบริษัทขนส่งในไทยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 40 ต่อปี ทำให้การแข่งขันของธุรกิจขนส่งมีความรุนแรงมากขึ้นทุกๆ ปี เห็นได้จากกลยุทธ์การปรับราคาค่าบริการเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงเพิ่มการจำแนกแบ่งรายละเอียดในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ประกอบการและผู้บริโภค



ดังนั้น "เบสท์ เอ็กซ์เพรส (BEST Express)" ก็ไม่หยุดที่จะมุ่งพัฒนาการให้บริการและพร้อมปรับตัวรับกระแสการเปลี่ยนแปลงยุค New Normal ด้วยการเน้นย้ำถึงแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง 2563 โดยในระยะสั้นเบสท์ เอ็กซ์เพรส จะมุ่งขยายฐานการตลาดท้องถิ่น ในวงกว้างและครอบคลุมทั่วไทย เพื่อให้แฟรนไชส์ในแต่ละจังหวัดได้เข้าถึงการทำการตลาดในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น ซึ่งวัดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงยุค New Normal จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ รวมทั้งขยายศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในการรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 

ส่วนแผนระยะยาว คือ การเตรียมผนึกรวมเครือข่ายของเบสท์ เอ็กซ์เพรส ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ "BEST Global" พร้อมเน้นการขยายแฟรนไชส์สู่ท้องถิ่น 



"ปัจจุบันบริษัทขนส่งพัสดุด่วนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันตลอดเวลา ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการสร้างแบรนด์ให้รู้จักในวงกว้าง ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต้องหาจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบมาเป็นตัวชูโรง เปลี่ยนจากการใช้บริการแบบครั้งคราวมาเป็นใช้ประจำ ข้อสองคือ เรื่องของความรวดเร็วในการส่งสินค้า เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการส่งด่วน รวดเร็ว จากในอดีตที่ใช้เวลาขนส่งเป็นอาทิตย์หรือยาวนานเป็นเดือน เหลือเพียงแค่ 2-3 วัน หรือส่งภายในวันเดียว ข้อสามคือ กลยุทธ์ด้านราคา แม้หลายคนจะมีแบรนด์ประจำในใจอยู่แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องคุณภาพการให้บริการและราคาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่มีผลทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการแบรนด์นั้นๆ ได้" นายเจสัน กล่าว

นอกจากการปรับแผนตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค New Normal แล้ว BEST Express ยังร่วมผลักดัน และสนับสนุนกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ด้วยบริการ "BEST Express Free Door to Door service - บริการเข้ารับพัสดุถึงหน้าบ้าน ฟรี ตั้งแต่ชิ้นแรก ไม่จำกัดจำนวนชิ้น" เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสบายกับผู้ค้าออนไลน์ในประเทศไทย BEST Express พร้อมท้าให้ลองส่งพัสดุกับราคาใหม่ เริ่มต้นที่ 25 บาท (ปกติ 30 บาท) เพียงกดเรียกเจ้าหน้าที่ BEST Express ผ่าน Line Official Account : @BESTExpressTH ตามลิงก์นี้ http://nav.cx/yKWubHS 



พ.ย.  63


 
เว็บสำเร็จรูป
×