โนเบิล backlog แน่นรอขึ้นแท่นท็อป 5
         บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ วางเป้า 3 ปี ก้าวสู่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับ TOP 5 ของไทย ด้วยยอดขาย 16,000 ล้านบาท ชี้ช่วงต้นปี’64 ชาวต่างชาติสนใจลงทุนห้องชุดค่อนข้างมาก มีส่วนแบ่งถึง 45% ซึ่งถ้าการฉีดวัคซีนมีและโควิด-19 มีแนวโน้มดี ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้ายิ่งขึ้น ส่วนผลงาน 3 เดือนแรกที่ผ่านมา ทำรายได้ไป 2,682 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการโครงการที่พร้อมเข้าอยู่และโครงการใหม่ ขณะที่แบ็กล็อกรอรับรู้อยู่ที่ 12,884 ล้านบาท 



         นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวล ลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่องตลอดปี 2564 โดยมีแผนเปิดโครงการใหม่ที่ครอบคลุมทุก Product Segment และครอบคลุมทุก Product Type ในทำเลที่หลากหลาย โดยจะเริ่มจากโครงการ Nue Condo&Townhome @ Don Mueang มูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 2564  

        สำหรับกลยุทธ์ทางธุรกิจนั้น บริษัทฯ ตั้งเป้าการรับรู้รายได้แตะ 10,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายที่จำนวน 16,000 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำสู่การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยติดอันดับ TOP 5 ภายใน 3 ปีข้างหน้า

        ในด้านภาพรวมธุรกิจของไตรมาส 2/64 นั้น นายธงชัย กล่าวว่า ลูกค้าต่างชาติยังคงให้ความสนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 45% ของยอดขายรวมจากทุกผู้ประกอบการในการขายคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯและปริมณฑลสำหรับลูกค้าต่างชาติในไตรมาส 1/2564 



        ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการฉีดวัคซีนก็จะสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการลงทุนของกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและการเปิดประเทศให้กับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งในส่วนของบริษัทฯ ก็ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพ

        ในส่วนของผลดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2564 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) บริษัท โนเบิล ดีเวล ลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวมจำนวน 2,682 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิจำนวน 484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 18% เป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ 39%  

        ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้รายได้และผลกำไรสุทธิของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด และโครงการบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจากลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ โครงการโนเบิล บี19 สุขุมวิท โครงการโนเบิล อราวน์ สุขุมวิท 33 โครงการนิว โนเบิล แจ้งวัฒนะ โครงการโนเบิล แอมเบียนส์ สุขุมวิท 42 โครงการโนเบิล เพลินจิต เป็นต้น รวมทั้งการขายของโครงการโนเบิล อเบิฟ ไวร์เลส-ร่วมฤดี อีกด้วย

 


       “ไตรมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เรายังคงเปิดโครงการต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ และถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เนื่องจากการทำแผนการตลาดเชิงรุกในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่หลากหลายในระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละทำเลได้อย่างลงตัว ส่งผลให้สามารถปิดยอดขายในไตรมาสแรกที่ระดับ 2,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยกว่า 1,300 ล้านบาท เป็นยอดขายจากโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และอีกกว่า 1,200 ล้านบาทหลักๆ มาจากการเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการคือโครงการโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ และโครงการนิว โนเบิล เซ็นเตอร์ บางนา” รองประธานกรรมการ บริษัท โนเบิลฯ กล่าว

        นอกจากนี้ บริษัทฯ มียอด Backlog ณ สิ้นสุดไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 12,884 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้ภายใน 3 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.98 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 2563 สะท้อนจากสภาพคล่องที่สูงขึ้นและกำไรสะสมที่เพิ่มมากขึ้นจากกำไรจากการดำเนินงาน 

 
เว็บสำเร็จรูป
×